เตรียมพร้อม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs เชลซี

  เมื่อ: Saturday, May 7th, 2011, หมวด ข่าวกีฬา     494 ความคิดเห็น »
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading...


“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs เชลซี” ศึกนี้มีดีกรีเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ที่มีบทวิเคราะห์ออกมาเยอะครับ จากหลักใหญ่ใจความที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พลาดโอกาสทองในการที่จะฉีกหนี เชลซี และ อาร์เซนอล จนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเอง
ในทางสภาพร่างกาย พวกเขาย่อมสู้ความสดของ เชลซี ที่ได้พักเต็ม ๆ ตลอดสัปดาห์เนื่องจากตกรอบรายการอื่นไปหมดแล้วไม่ได้ ถึงจะใช้ทีมสำรองลงเล่นในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ ชาลเก (ซึ่งขณะที่เขียนผมยังไม่ทราบผลการแข่งขัน แต่ก็เชื่อว่าคงไม่มีปัญหาอะไร) แต่เกมระดับนี้ย่อมกินทั้งแรงกาย และแรงใจไม่น้อย
ในทางจิตใจ การพลาดต่อ อาร์เซนอล เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนอกจากจะเพิ่มความกดดันมากขึ้นหลายเท่า มันยังทำให้เกิดความ “กลัว” ที่จะตกม้าตายวืดแชมป์ในบั้นปลายด้วย ซึ่งความรู้สึกตรงนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ค่อยได้เผชิญในระยะหลัง
ผมยังอดคิดย้อนกลับไปถึงเมื่อปี ค.ศ.1996 ไม่ได้ครับ สถานการณ์มันใกล้เคียงกัน โดยครั้งนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด เคยเป็นฝ่ายไล่ตาม นิวคาสเซิล 12 คะแนนในเดือน มี.ค. แต่กลับมาคว้าแชมป์ได้ในบั้นปลาย เพราะทีม “สาลิกาดง” แบกรับความกดดันไม่ไหวเอง
หนึ่งในเกมสำคัญที่ทำให้ผีแดงกลับมาได้ในครั้งนั้นคือการบุกไปเอาชนะที่ เซนต์ เจมส์ ปาร์ค โดยประตูชัยของ เอริค คันโตนา
เช่นกันกับฤดูกาลนี้ที่ เชลซี พลาดท่าสะดุดต่อเนื่องนับเดือนในช่วงกลางฤดูกาล และไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาได้ลุ้นง่าย ๆ จนจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเกมที่พวกเขาล้ม แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในเกมที่พวกเขาตามหลังถึง 15 คะแนน และหากพลาดท่าก็จะตามหลัง 18 คะแนน เลิกลุ้นไปได้เลย
ดังนั้นมันดูคล้าย ๆ กันนะครับ…ว่าไหม?
ผมมีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งโดย โดมินิค ฟิฟฟิลด์ จากหนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน ที่ระบุปัจจัยชี้ขาด 5 ข้อ ของเกมนัด “หยุดโลก” ให้เห็น ไล่เรียงเป็นข้อ ๆ ดังนี้ครับ
ข้อ1 เขาบอกว่าเวลานี้ “โมเมนตัม” เอนเอียงมาทางทีมเศรษฐีลอนดอนอย่างค่อนข้างชัด
9 นัดที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บได้เพียง 16 คะแนนเท่านั้น ในขณะที่ เชลซี ทำได้ถึง 25 คะแนนนับตั้งแต่เกมจับผีถ่วงหม้อ เมื่อเดือน มี.ค. โดยที่ตัวหลัก ๆ ที่เจ็บป่วยหายหน้าหายตาไปในช่วงฤดูหนาวก็กลับมาทำผลงานกันได้ดีอีกครั้ง
ถึงขนาดที่ คาร์โล อันเชลอตติ หยอกนักข่าวว่า สงสัยลูกทีมจะเล่นออกเฉพาะเวลาอากาศ
อุ่น ๆ เท่านั้น!
ข้อ 2 อย่างไรก็ตาม ถึง เชลซี จะมาแรงขนาดไหน แต่อย่าลืมว่าเกมนัดนี้เล่นที่โอลด์ แทรฟ ฟอร์ด และที่ “โรงละครแห่งความฝัน” ผีแดง คือ ทีมที่น่าสยองขวัญที่สุด
ทีมสุดท้ายที่มาเอาชนะได้ที่นี่ก็คือ เชลซี นั่นแหละเมื่อ 13 เดือนก่อน แต่นอกนั้นแล้ว 17 ทีมที่มาเยือนสนามแห่งนี้มีเพียง เวสต์ บรอมฯ ทีมเดียวเท่านั้นที่มีแต้มกลับไปได้
อาร์เซน เวนเกอร์ เองก็มองว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เปรียบในเกมวันอาทิตย์นี้ ด้วยเหตุผลเบสิกว่า “ทีมที่กำลังลุ้นแชมป์แล้วได้เล่นในบ้าน อย่างไรก็ได้เปรียบ”
ข้อที่ 3 ที่ต้องจับตามองคือระบบการเล่นของ เชลซี ที่จะมีการใช้ระบบไหนระหว่าง 4-3-3 หรือ 4-4-2 และ คาร์โล อันเชลอตติ จะทำอย่างไรกับหัวหอก 50 ล้านปอนด์อย่าง เฟอร์นานโด ตอร์เรส?
เรื่องนี้ทุกคนก็มองออกครับว่า “เอล นินโญ” ยังไม่เวิร์กกับ เชลซี ในเวลานี้ แม้จะยิงเบิกร่องให้ทีมได้ แต่เอาเข้าจริงคนที่นำ “โมเมนตัม” กลับมาสู่ เชลซี คือ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่มี ซาโลมง
กาลู และ ฟลอร็องต์ มาลูดา ขนาบข้างในระบบ 4-3-3
ถ้าอัน เชลอตติ ฝืนเลือก ตอร์เรส ต่อไปก็เตรียมใจรับความผิดหวังได้เหมือนที่ต้องตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะทู่ซี้ใช้ดาวยิงสเปน
แหง ๆ ครับ
ข้อ 4 เป็นทางฝ่ายผีแดงบ้าง ที่มีโจทย์ต้องแก้ในเรื่องตำแหน่งกองกลางที่หาจุดลงตัวลำบาก แต่ถ้ามองจากสถานการณ์แล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องชนะก็ได้ ขอแค่เสมอก็พอ ดังนั้นก็มีโอกาสที่จะใช้ระบบแบบ 4-4-1-1 พัก เวย์น รูนีย์ ลงมายืนกองหน้าตัวต่ำ ทิ้ง ชิชาริโต ในแดนหน้าแทนน่าจะเป็นคำตอบที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ดี ลี ดิ๊กซั่น อดีตตำนาน “แบ๊กโฟร์” ของ อาร์เซนอล วิเคราะห์ในรายการ แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ 2 ช่วงหลังจบเกมที่แพ้ อาร์เซนอล ว่าเอาเข้าจริงระบบแบบนี้มันก็ไม่ได้เหมาะนัก โดยเฉพาะหากขาดตัวเชิงบอลระดับสุดยอดอย่าง ไรอัน กิกส์ ที่จะเป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย” เพราะมีทีเด็ดในเรื่อง “บอลสุดท้าย” เหนือกว่า
รูนีย์, คาร์ริค หรือ อันแดร์สัน
โดยถ้าวิเคราะห์ลึกไปกว่านั้นจะพบว่าฟอร์ม 2 นัดที่ดีที่สุดของผีแดงช่วงนี้ คือ เกมที่ล้ม เชลซี และ ชาลเก ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งทั้ง 2 นัดมี กิกส์ สร้างสรรค์เกมให้ ตรงข้ามกับ 2 นัดที่แย่ที่สุด คือ เกมที่แพ้ แมนฯซิตี และ อาร์เซนอล ที่ไม่มีปีกพ่อมดรุ่นเก๋าลงสนาม
ข้อที่ 5 ข้อสุดท้าย คือ คำถามว่า ถ้า ผีแดง กลับมาใช้ระบบ 4-4-2 เต็ม ๆ เชลซีจะหยุดคู่นรก “หมู-ถั่ว” รูนีย์ และ ชิชาริโต ได้หรือไม่?
คำตอบนั้นน่าจะอิงอยู่ที่การปรากฏตัวของ ดาวิด หลุยซ์ ซึ่งสถิติที่น่าสนใจมาก คือ เชลซี ไม่เคยแพ้เลยถ้ามีกองหลังหัวฟูคนนี้ลงสนามคู่กับ จอห์น เทอร์รี และที่แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกรอบแชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เพราะ หลุยซ์ลงเล่นไม่ได้เนื่องจากติด “คัพไท” จากการเล่นให้กับ เบนฟิกา ในเกมยุโรปมาก่อนแล้ว
จบจาก 5 ข้อที่จะเป็นปัจจัยก่อนเกมแล้ว หลังเกมหาก เชลซี ทะลึ่งไปชนะที่โอลด์ แทรฟ
ฟอร์ด ได้จริง ๆ มันจะทำให้เราได้เห็น 2 นัดสุดท้ายของฤดูกาลที่จะเร้าใจอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
เพราะสถานการณ์จะทำให้ “แต้ม” ระหว่าง เชลซี กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่ากัน โดยประตูได้เสียนั้น เชลซี ย่อมดีกว่า เพราะก่อนลงสนามเท่ากันที่บวก 38 ประตู และหากสิงโตลอนดอนชนะ ผลต่างก็คงห่างกันไม่มากนัก อาจจะแค่ +1 หรือ +2
นั่นจะทำให้ทั้งสองทีมต้อง “แข่งกันยิง” ให้ได้มากที่สุด เพราะตามกฎของพรีเมียร์ลีกแล้ว การตัดสินแชมป์จะตัดสินจาก 1. คะแนน, 2. จำนวนประตูได้เสีย และ 3. จำนวนประตูได้  ซึ่งจะแตกต่างจากกัลโช เซเรีย อา หรือลา ลีกา ที่จะวัดจาก “เฮด ทู เฮด”
เหล่านี้ก็เป็นเกร็ด และข้อมูลที่เอามาฝากกันเป็นการอุ่นเครื่อง ก่อนที่เราจะได้ชม “โคตรแมตช์” นัดตัดสินแชมป์นี้ของจริงไปพร้อม ๆ กัน โดยที่เมืองไทยก็ติดตามได้ทาง ทรูสปอร์ต 1 และ ทรูสปอร์ต HD เวลาประมาณ 4 ทุ่มวันอาทิตย์ที่ 8 พ.ค.นี้
ครับ ผมเชื่อว่า “สงคราม” นัดนี้จะเป็นฟุตบอลที่มีแฟนบอลทั่วโลกติดตามชมมากที่สุดเป็นสถิติของฤดูกาลนี้…

Comments

comments

แท็ก คำค้นหา

  เมื่อ: Saturday, May 7th, 2011, หมวด ข่าวกีฬา     494 ความคิดเห็น »

Comments are closed.

ห้ามแสดงความคิดเห็น หรือใช้ข้อความ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย ระบบมีการบันทึก IP Address, ข้อมูลผู้โพสต์ สามารถทำการตรวจสอบได้หากมีการร้องเรียน