พธม.กล่าวแค่อุดมการณ์ไม่ตรงกันแต่ไม่แตกคอ

  เมื่อ: Tuesday, April 12th, 2011, หมวด ข่าวรายวัน     87 ความคิดเห็น »
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (No Ratings Yet)
Loading...

พันธมิตรประชาชน

พันธมิตรประชาชน กล่าวยันแกนนำพันธมิตรไม่ได้แตกคอเพียงแต่อุดมการณ์ไม่ตรงกัน มีแกนนำฯบางคนแยกไปอยู่ฝ่ายรัฐบาลหันหลังให้ประชาชน

วันนี้ 12 เม.ย. 2554 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ โฆษกพันธมิตรฯ และนายประพันธ์ คูณมี โฆษกคณะกรรมการป้องกันราชอาณาจักรไทย แถลงข่าวประจำวัน โดยนายประพันธ์ กล่าว่วา กรณีนางอัญชลี ไพรีรักษ์ อดีตแกนนำพันธมิตรฯ โพสข้อความเฟตบุ๊กทำนองด่าผู้ชุมนุม หลายคนมองว่าพันธมิตรฯ กำลังทะเลาะและแตกคอกันเองนั้น ขอยืนยันว่าเราไม่ได้ทะเลาะกันหรือแตกคอกัน เพียงแต่บางคนความเห็นแตกต่าง และมีอุดมการณ์ไม่ตรงกัน จึงหันหลังไปอยู่กับฝ่ายรัฐบาลตรงข้ามกับภาคประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิแต่ละคนที่สามารถทำได้ แม้แต่ตอนนี้มีแกนนำหลายคนมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่เขาเบื้องหลังไม่ออกมาร่วมแสดงความคิดเห็น แต่หากวันใดมีอุดมการณ์ที่ตรงกัน เราพร้อมที่จะมาร่วมทำงานด้วยกันเช่นเดิม ทั้งนี้เรื่อนี้จะไม่เป็นอุปสรรของจำนวนผู้ชุมนุมที่มามากหรือน้อย เพราะเรามีมวลชนมากพอที่จะกดดันรัฐบาลได้ เพียงแต่ทุกคนไม่ออกมารอสัญญาณแกนนำเป่านกหวีดยกระดับเคลื่อนไหวเต็มถนน ทันที แต่ตอนนี้เราใช้วีธีชุมนุมยาวๆแบบอดทนกดดันอยู่

นายปานเทพ กล่าวว่า พันธมิตรฯ มีการประชุมหารือกันถึงแนวทางการเคลื่อนไหวแล้ว มีข้อสุปว่า หากมีการเลือกตั้ง พันธมิตรฯ จะมีการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาเลือกตั้ง และให้กาช่องไม่ลงคะแนนเสียง เพื่อรวมพลังของประชาชนในการปฎิรูปการเมืองใหม่ เพราะเมื่อการเมืองฝ่ายไหนเข้ามาก็ไม่สามารถบริหารประเทศ และเข้ามาแก้ไขปัญหาความวุ่นวายได้ แต่เข้ามาเพียงหวังผลประโยชน์เท่านั้น แม้แต่การสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ทหารยังคงถูกกล่าวหาว่าทำร้ายประชาชน ส่วนคนเสื้อแดง ถูกกล่าวหาว่าเผาบ้านเผาเมือง รัฐบาลยังหาข้อสรุปให้ความเป็นธรรมทั้ง2ฝ่ายไม่ได้ หากเป็นเช่นนี้สังคมจะต้องเกิดความรุนแรงอย่างไม่มีวันสิ้นสุด จึงต้องมีปฎิรูปการเมืองใหม่

ขณะที่ นายประพันธ์กล่าวว่า จุดยืนในการโหวตโนไม่ใช่การขัดขวางการเลือกตั้ง หรือสนับสนุนการเมืองที่มาจากนอกระบบ แต่หากบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงในทางอื่นที่ทำให้เกิดการพัฒนาประเทศชาติ บ้านเมืองนอกเหนือจากระบบที่มีอยู่ พวกเราก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือกำหนดให้เกิดขึ้น แต่เมื่อมีการเลือกตั้งเราก็จะรณรงค์ให้ประชาชนร่วมโหวตโนให้มากที่สุดตาม สำนึกและความตื่นตัวของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพื่อแปลงเสียงของประชาชนที่ไม่เลือกใครต่อประชาชนที่ไม่ไปใช้สิทธิ เนื่องจากเบื่อหน่ายการเมือง มารวมเป็นพลังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศชาติ เพราะตนเชื่อว่าประเทศหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเร็วก็ยากที่จะเป็นการเมือง ที่สร้างสรรค์และก้าวหน้าได้

นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองยังอยู่ในสภาพความขัดแย้ง แตกต่างทางความคิด มีการเผชิญหน้า โดยเฉพาะการมีแนวคิดท้าทายสถาบันเบื้องสูง ไม่เคารพกฎกติกาของบ้านเมือง แต่รัฐบาลก็นิ่งเฉย ไม่ทำหน้าที่ในการดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย กลับปล่อยปละละเลย โดยในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ยังสะท้อนให้เห็นว่ามีความมุ่งมั่นท้าทายต่อสถาบันสูงสุดอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและกองทัพในการระงับยับยั้ง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมายังไม่ปรากฏว่าออกมาทำหน้าที่ปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการปกป้องดินแดนอธิปไตยของชาติด้วย การที่คณะนายทหารผู้บัญชาการเหล่าทัพนำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่ตบเท้าเข้าแสดงมุทิตาจิตต่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แต่กลับไม่ดำเนินการต่อกลุ่มบุคคลที่โจมตี พล.อ.เปรมอย่างรุนแรง ไม่ให้เกียรติ จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

“ผู้ นำเหล่าทัพให้ความเคารพ พล.อ.เปรม มาบอกว่ารักป๋าเฉพาะเวลาที่ต้องการสร้างภาพหาเสียงกับสังคม แต่เวลาที่ป๋าโดนโจมตีด่าทออย่างเสียหาย กลับหดหัวไม่ออกมาดูแลรับผิดชอบ ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันสูงสุดถูกล่วงเกินอย่างรุนแรง ทหารเหล่านี้ก็ไม่ได้ออกมาดูแลทำหน้าที่ของตัวเอง ผมจึงอยากเรียกร้องไปถึงนายทหารเหล่านี้ว่า อย่าดีแต่มาแสดงภาพทางการเมืองในรูปแบบเก่าๆ ที่ประชาชนเบื่อ หากเคารพรักสถาบันและ พล.อ.เปรมจริงๆ ต้องออกมาทำหน้าที่ รวมไปถึงรัฐบาลด้วย” นายประพันธ์กล่าว

ด้าน พล.ต.จำลองกล่าวว่า ในส่วนของการเดินสายให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องโหวตโนแก่ประชาชนที่จะเริ่ม ที่ จ.ขอนแก่น เป็นจังหวัดแรกนั้น จะมีการเลื่อนจากเดิมวันที่ 20 เม.ย.มาเป็นวันที่ 17 เม.ย. โดยจะมีนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ และคณะ ไปทำหน้าที่เสวนาให้ความรู้เช่นเดิม ส่วนกรณีที่นายสาย กังกะเวคิน ส.ว.ระยอง เสนอในที่ประชุมวุฒิสภาว่า เมื่อนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ยอมรับแล้วว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหารเป็นพื้นที่ของไทย และเป็นเขตอุทยานแห่งชาติตามที่ประกาศในพระราชกฤษฎีกา 2541 จึงควรดำเนินการผลักดันให้ทหารและประชาชนชาวกัมพูชาที่ได้รุกล้ำเข้ามาใน พื้นที่ดังกล่าวออกไปจากเขตแดนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเราแสดงจุดยืนมานานแล้ว แม้ว่าอาจจะช้าไปบ้าง แต่ทำก็ดีกว่าไม่ทำ

Comments

comments

แท็ก คำค้นหา

  เมื่อ: Tuesday, April 12th, 2011, หมวด ข่าวรายวัน     87 ความคิดเห็น »

Comments are closed.

ห้ามแสดงความคิดเห็น หรือใช้ข้อความ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย ระบบมีการบันทึก IP Address, ข้อมูลผู้โพสต์ สามารถทำการตรวจสอบได้หากมีการร้องเรียน